หลอดไฟเสีย กระพริบ ซ่อมและเปลี่ยนอย่างไร ซ่อมยากไหม

หลอดไฟเสีย กระพริบ ซ่อมและเปลี่ยนอย่างไร

หลอดไฟเสีย

ในทุกๆบ้านย่อมมีหลอดไฟอยู่ในบ้าน แน่นอนว่าต้องมีเสียหายบ้างเป็นธรรมดาตามอายุการใช้งาน และเมื่อ หลอดไฟเสีย ยังไงก็ต้องรีบแก้ไข เพราะถือว่ามีความสำคัญค่อนข้างมากภายในบ้าน เพราะหากไม่มีหลอดไฟแล้วก็คงจะมืดและดำเนินชีวิตประจำวันลำบากพอสมควรเลย มาเริ่มกันเลย ก่อนอื่น เรามาแยกประเภทของหลอดไฟกันก่อน เพื่อจะได้แยกอาการต่างๆให้ดูง่ายขึ้น

ประเภทของหลอดไฟ ที่มีใช้กันในปัจจุบัน

- หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) หรือบางคนเรียกว่าหลอดนีออน ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงก่อนหน้านี้ เรียกได้ว่าทุกๆบ้านจะต้องมีอย่างแน่นอนเลย เพราะเป็นหลอดที่ให้ความสว่างได้ดี ทนทานและราคาไม่แพงด้วย
- หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ (compact fluorescent) หรือเรียกว่าหลอดตะเกียบ โดยจะมีขั้วหลอดเป็นเกลียวเอาไว้หมุนเข้าไปติดกับขั้ว ตัวหลอดจะเป็นแก้วกลมๆเล็กๆขดไปมาในรูปแบบต่างๆ โดยในช่วงแรกที่ออกมาใหม่ๆ ลักษณะจะคล้ายกับตะเกียบ หลายคนเลยเรียกติดปากกันมา แต่ตอนนี้เริ่มมีเป็นหลอดทอร์นาโด เพราะลักษณะคล้ายๆพายุทอร์นาโด โดยหลอดแบบนี้กินไฟน้อยเมื่อเทียบกับแสงสว่างที่ได้ ถือว่าคุ้มมาก ร้อนน้อยกว่าหลอดไส้ในสมัยก่อน มีทั้งแสงขาว (Daylight) และ แสงสีแดด (Warm white) ซึ่งการสามารถเลือกได้ตามใจชอบ
- หลอด LED หลอดประเภทนี้เพิ่งมีเข้ามาในประเทศไทยได้ไม่นาน แต่ก็ครองตลาดได้อย่างรวดเร็วเพราะมีข้อดีกว่า 2 ประเภทแรกหลายอย่างเลย เช่น กินไฟน้อยกว่า สว่างมากกว่า ทนการหลายเท่าตัว ติดง่ายกว่า เป็นต้น หลายๆคนหลายๆบ้านที่ หลอดไฟเสีย ก็เปลี่ยนและหันมาใช้หลอด LED กันหมด เมื่อก่อนอาจจะราคาค่อนข้างสูง แต่ในตอนนี้เริ่มปรับลงมาเท่าๆกันแล้ว ก็สามารถหาซื้อไปใช้กันได้เลย

วิธีการตรวจสอบ หลอดไฟเสีย

ส่วนประกอบของหลอดไฟหลักๆแล้วมีอยู่ 5 ส่วนก็คือ หลอดไฟ สตาร์ตเตอร์ บัลลาสต์ รางหรือขายึดหลอด สายไฟภายใน โดย 2 ส่วนหลังนี้โอกาศเสียน้อยมากๆ แต่ 3 ส่วนแรกมีโอกาศเสียพอๆกัน โดยเราสามารถตรวจสอบได้ดังนี้

1. การตรวจสอบหลอดนีออน
ตัวหลอดมีโอกาศเสียมากที่สุด เพราะมีอายุการใช้งานจำกัดอยู่ที่ประมาณ 20,000 ชั่วโมง หากเปิดแล้วไม่ติดเลย แล้วบริเวณขั้วทั้ง 2 ด้านมีสีดำแล้ว ก็แปลว่าหลอดเสียแน่นอน แต่หาขั้วหลอดยังไม่ดำ แนะนำให้ลองขยับดูเล็กน้อยหรือลองสลับไปใส่กับขาของดวงอื่นดูว่าติดหรือไม่ เพราะบางทีอาจจะเกิดจากขั้วหลวมก็เป็นได้

2. การตรวจสอบสตาร์ตเตอร์
เป็นตัวที่มองภายนอกไม่สามารถบอกอาการได้ว่าเสียหรือไม่ ไม่ยากเลย เพียงแค่ถอดออกไปใส่แทนชุดที่ติดปกติแล้วดูว่าเปิดไฟติดได้หรือไม่ เพราะตัวสตาร์ตเตอร์ทัน ถอดออกมาง่าย เปลี่ยนสลับไปมาได้ง่ายๆ

3. การตรวจสอบบัลลาสต์
ตัวนี้ก็ถือว่าค่อนข้างเสียยากมากที่สุด ในการตรวจต้องมีเครื่องมือก็คือ ใช้ไขควงวัดไฟวัดที่บัลลาสต์ โดยแตะไปที่ขั้วทั้ง 2 ทีละขั้ว ถ้าหากไม่มีไฟ ก็แสดงว่าเสีย สามารถหามาเปลี่ยนใหม่ได้เลย อีกกรณีคือ มีกลิ่นไหม้หรือรอยไม้ที่ขั้ว ก็ต้องหามาเปลี่ยนใหม่เช่นกัน

อาการแปลกๆที่พบได้เมื่อมีบางอย่างเสีย

1. เมื่อเปิดแล้วแสงไฟกระพริบตลอดเวลา อันนี้เกิดได้หลายสาเหตุ
- ลองสลับสตาร์ตเตอร์จากหลอดที่ปกติมาใส่แทนดูก่อน ถ้าหายก็หาสตาร์ตเตอร์ตัวใหม่มาใส่
- เกิดกับหลอดไฟที่ซื้อมาใหม่ อาการนี้ ปล่อยทิ้งไว้จะหายไปเอง
- แรงดันไฟฟ้าต่ำ ตก หรือไม่พอ หลอดก็จะกระพริบได้เช่นกัน อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวหลอด

2. เวลาเปิดไฟ แต่ใช้เวลานานกว่าหลอดจะติดดี
- กรณีแรก สตาร์ตเตอร์เสีย ให้ลองเปลี่ยนดูก่อนได้เลย
- กรณีต่อมา หลอดไฟเสื่อม สังเกตจากขั้วหลอดทั้งสองด้านว่าดำแล้วหรือยัง ถ้าดำแล้วก็เปลี่ยนหลอดใหม่ดูได้เลย

3. มีเสียงดังออกมาหึ่งๆ เวลาที่เปิดไฟ
- มักเกิดกับหลอดไฟที่ไม่ได้ใช้นานๆ ปล่อยเอาไว้จะหายไปเอง
- หาก 2-3 ชั่วโมงยังไม่หาย ควรเปลี่ยนบัลลาสต์เพราะขดลวดจะเริ่มหลวมแล้ว

4. ขั้วหลอดไฟดำ
- หากเป็นหลอดเก่าก็รอดเปลี่ยนใหม่ได้เลย
- หากเป็นหลอดใหม่และดำเร็วกว่าปกติ เกิดจากบัลลาสต์ลัดวงจร ควรหามาเปลี่ยนโดยเร็ว

5. อาการอื่นๆนอกเหนือจากนี้
- ขาจับหลอดอาจจะถ่างออกจนไม่สัมผัสกับขั้วหลอด ให้หาเทปพันสายไฟมาแปะไว้ไม่ให้ถ่างออก
- ขาจับหลอดมีรอยไหม้ ควรเปลี่ยนขาจับหลอดใหม่

วิธีการเปลี่ยนหลอดไฟที่เสีย ทุกครั้งต้อง ปิดสวิทต์ไฟก่อน

1. การเปลี่ยนหลอดไฟ ถ้าเป็นขาสปริงค์ให้ดันไปด้านใดด้านหนึ่งก่อนแล้วจึงดึงลงมา ถ้าเป็นขาแบบเก่าให้หมุนหลอดไฟจนขั้วตรงร่องแล้วดึงลงมาได้เลย ส่วนตอนใส่ก็ทำย้อนกลับเข้าไปทั้งสองแบบ
2. การเปลี่ยนสตาร์ต อันนี้ง่ายๆแค่หมุนเล็กน้อยก็จะหลุดล็อคและดึงออกมาได้เลย ตอนใส่ก็หมุนกลับเข้าไปให้เข้าล็อค หมุนประมาณ 90 องศาหรือไม่เกินครึ่งรอบ
3. การเปลี่ยนบัลลาสต์ อันนี้จะยากหน่อย ภาวนาให้ไม่เสียจะดีที่สุด แต่หากเสียแล้วก็ไม่มีทางเลือก เริ่มจากปิดสวิทซ์ไฟก่อน หากใครไม่มั่นใจจะสับไฟทั้งบ้านก็ได้ และไม่ควรจับส่วนที่เป็นทองแดงในขณะที่ทำ ถอดฝาครอบออกก่อน ตัวบัลลาสต์จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นให้ถอดสายที่ต่อกับบัลลาสต์ออกก่อน (แนะนำว่าถ่ายรูปไว้ด้วย เพราะตอนใส่กลับจะได้ถูกเส้น) จากนั้นถอดบัลลาสต์ออกจากราง ใส่ตัวใหม่เข้าไป ตามด้วยต่อสายกลับเหมือนเดิมและปิดฝาครอบ จากนั้นทดลองเปิดไฟดู เป็นอันเสร็จ

หลอดตะเกียบ
อันนี้เสียก็ชัดเจนคือไม่ติด การเปลี่ยนก็ง่ายมากๆเพราะขั้วเป็นเกลียว แค่หมุนเกลียวออกมา ส่วนหลอดใหม่ก็หมุนกลับเข้าไป ที่สำคัญก็คือต้องปิดสวิทต์ไฟก่อนทำด้วย

หลอด LED
อันนี้จะมีทั้งแบบขั้วเกลียวและแบบหลอดนีออน ซึ่งอาการเสียของหลอด LED จะเหมือนกันทุกแบบ คือดับไปเลย การเปลี่ยนก็เปลี่ยนแต่หลอดได้เลย เพราะตัวหลอดต่อกับไฟโดยตรง ไม่ได้ผ่านอุปกรณ์เยอะมากมายแบบแบบหลอดนีออน ก็ถือว่าง่ายและทนที่สุดที่มีให้เลือกใช้ในตอนนี้เลยทีเดียว